[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by MAXSITE 1.10
[หน่วยงานด้านสาธารณสุข]
+
- กระทรวงสาธารณสุข
- สนง.ประกันสุขภาพฯ
- กรมควบคุมโรค
- สสส.
- สมาคมหมออนามัย
- สภาการพยาบาล
- กรมการแพทย์
- กรมสุขภาพจิต
- องค์การเภสัชกรรม
- กรมอนามัย
- กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ
 
 
[หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง]
+
- ศูนย์กลางการจัดการความรู้
- กรมสรรพากร
- สำนักงาน กพ.
 
 
[มุมแห่งการเรียนรู้]
+
- ความรู้คอมฯby Bcoms.net
- Tip การใช้งาน Computer
- ศูนย์ความรู้คอมพิวเตอร์
- เกี่ยวกับ ไวรัส
- ข่าวไอที และ ทิป by ARiP
 
 


  

งานผู้ป่วยใน
living will

พุธ ที่ 11 เดือน กรกฏาคม พ.ศ.2555


1
LIVING WILL
วันที่ 24 พฤศจิกายน 2554 การดูแลจากเริ่มต้นจนถึงที่สุด โดย นพ.สกล สิงหะ รพ.สงขลานครินทร์
มี เป็น ทา
 การที่คนเรายังมี ได้เป็น ได้กระทา...
 รู้สึกว่าเรายังสามารถควบคุมชีวิตของตนเองได้
 รู้สึกว่าเรายังมีเครื่องยึดเหนี่ยว
 รู้สึกว่าเรายังมีคุณค่า
 รู้สึกว่าเรายังมีความสัมพันธ์ สามารถเป็นผู้ให้ สามารถรัก สามารถให้อภัย
 รู้สึกว่าเรายังเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ สามารถถูกรัก ได้รับการให้อภัย ได้สร้างสรรค์
 ยังสามารถ “ฝัน” ได้ ยังสามารถ “เห็น (รับรู้)” ได้
WHOLENESS
“มนุษย์ไม่ได้มีเพียงร่างกายเพื่อมี เพื่อเป็น เพื่อทาเท่านั้น ลึกๆภายในมนุษย์ทุกผู้คน ยังมีด้านอารมณ์ความรู้สึก ความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม การงาน และการ “ให้ความหมายที่ลึกซึ้ง” ทาให้ตนเองไม่เพียงอยู่ได้ หากแต่ยังอยู่ร่วม และอยู่อย่างมีความหมาย”
ความเจ็บป่วยคืออะไร?
 เสีย “สมดุล”
 คนปกติสามารถมีความฝัน อยากมี อยากเป็น อยากทา ความเจ็บป่วยมีผลต่อสิ่งเหล่านี้
 ผู้คนต้องการเยียวยา เพื่อกลับไปมี กลับไปเป็น กลับไปทาใหม่อีกครั้งหนึ่ง
 ใน “สมดุลใหม่” ที่เรามีความพึงพอใจกับสิ่งที่เรามี สิ่งที่เราเป็น สิ่งที่เราทาได้ “ความเจ็บป่วยจะลดความหมายลง”
 จนกระทั่งสมดุลใหม่นี้เสียไปอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อเสียสมดุล...
 ไม่เพียงเฉพาะเราไม่สามารถมี เป็น หรือทาต่อไปได้เท่านั้น
 การเสียสมดุลยังมีผลกระทบต่อความรู้สึก อารมณ์ และการให้ความหมายต่อชีวิตได้อย่างมาก เช่น เราเป็นใคร (ถ้าเราไม่มี ไม่ได้เป็น และไม่ได้ทา..อีกต่อไป) เรายังมีคุณค่าอยู่หรือไม่? นอกจากเราไม่ได้เป็นอิสระแล้ว เราเป็นภาระต่อผู้อื่นหรือไม่? เราทาให้เกิดผลกระทบอย่างไรต่อคนรอบข้าง ต่อครอบครัว ทั้งทางกาย ทางเศรษฐานะ ทางอารมณ์คาถามมากมายเกิดขึ้น เมื่อเราเจ็บป่วย
2
 เมื่อคาถามเหล่านี้มีคาตอบ การเยียวยาก็เกิดขึ้นเช่นเดียวกัน
การเยียวยา
 สิ่งมีชีวิตสามารถเยียวยาตนเองโดยธรรมชาติ
 สัตว์สังคม สามารถหยิบยืมพลังจากสังคมมาเยียวยาตนเองด้วย
 “สุขภาวะ” เป็นสิ่งที่กอปรด้วยหลายมิติ ร่างกายที่แข็งแรง อารมณ์ที่สงบสุข ความปลอดภัย ความมั่นคงของชีวิต ความสามารถในการควบคุมชีวิต หาปัจจัยจาเป็นในการมีชีวิตได้ด้วยตนเอง ครอบครัว สังคม เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ
 ความรู้และเทคโนโลยีทางการแพทย์เป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้น
เป้าหมายการรักษา GOAL of CARE
 เริ่มต้นจากความเข้าใจ การรับรู้ ของทุกๆฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
 ความต้องการ ความหวัง ข้อจากัด บริบท ถูกนามาสนทนาหารือ
 เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาเมื่อบริบทเปลี่ยนไป เช่น
1.ของผู้ป่วย ระยะโรค ภาวะแทรกซ้อน
2.ของผู้ดูแล การเปลี่ยนสถานะของผู้ดูแลหลัก
3.ของทีมรักษา วิทยาการการรักษา
 กาหนดเพื่อความสะดวก ความชัดเจน มิใช่สัญญาผูกมัด
 มาจากการสนทนาร่วมกันเท่านั้น ทาเป้าหมายให้ชัดเจน
ADVANCED CARE PLAN
 การวางแผนการรักษาล่วงหน้า
 ทาไมถึงต้องมี (ควรมี)? เราจะพูดคุยตกลงกันอยู่แล้วมิใช่หรือ?
 ถ้ามี จะกลายเป็นสัญญาผู้มัดไหม?
 ถ้าไม่แน่ใจ ยังจะต้องทาไหม?
 ถ้าสิ่งต่างๆไม่ได้เกิดขึ้นไปตามแผนที่วางไว้ จะเป็นเช่นไร?
 ใครจะได้ประโยชน์? อย่างไรบ้าง?
3
ทาไมต้องมี (ควรมี)
 ทันทีที่มีการร่วมกันทาแผนการรักษา จะเป็นการเปิดสนทนาในทุกๆมุม ทุกๆด้าน โดยทุกๆคนที่เกี่ยวข้อง เป็นการสร้างความสัมพันธ์และการไว้เนื้อเชื่อใจกัน และการทาความรู้จักกันทั้งทีมรักษาและฝ่ายผู้ป่วย และฝ่ายสนับสนุน
 ทาให้ เกิดความชัดเจนว่าเราจะทา/ไม่ทาอะไร เพราะอะไร ความเข้าใจและความชัดเจนโดยตัวมันเอง นามาซึ่งการเยียวยาอยู่แล้วส่วนหนึ่ง
 เป็นการตั้งชุดการรักษาแบบจาเพาะตัว ไม่ใช่แบบเพื่อใครก็ได้
 ผู้ป่วยส่วนหนึ่งจะไม่ได้เสียชีวิตในทันที หากแต่จะหมดสติไปก่อน และอาจจะเป็นระยะเวลานาน
ทาไมต้อง (ควร) มี
 สะดวกในการส่งต่อการรักษา ในกรณีที่อาจจะมีทีมรักษาหลายระดับ
 สะดวกต่อญาติหรือผู้ดูแลหลักที่บ้าน เพราะเข้าใจในปัญหาและแนวทางการแก้ไขชัดเจน
 ในการที่โรคมีการเปลี่ยนระยะ เปลี่ยนพยากรณ์โรค เปลี่ยนแนวทางการรักษา หรือเกิดภาวะแทรกซ้อน สิ่งเหล่านี้มีผลต่อการวางแผนการรักษา การปรับเปลี่ยนแผนการรักษาไปตามความเป็นจริง ช่วยทาให้การตั้งความคาดหวังวางอยู่บนสถานการณ์จริงตลอดเวลา
คาถามอื่นๆ
 การวางแผนการรักษาไม่ได้เป็นสัญญาที่มีการผูกมัดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และเป็นการตกลงกันในบริบทจาเพาะ ณ เวลาหนึ่งๆเท่านั้น
 หากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เป็นไปโดยที่ไม่ได้เคยพูดคุยในแง่นั้นมาก่อน ก็จัดให้มีพูดคุยใหม่เพื่อปรับเป้าการรักษา ไม่ได้ยึด “ผลการคุยเดิม” เพราะบริบทเปลี่ยนไปแล้ว
 ประโยชน์สูงสุดพิจารณาจากตัวผู้ป่วยเป็นหลัก โดยที่ข้อดี ข้อเสีย หรือข้อจากัดตามบริบทจริงของทุกฝ่าย จะได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจด้วย
ข้อแนะนาภาคปฏิบัติการทาหนังสือเอกสาร
1. การวางแผนการรักษาล่วงหน้า (หรือการสนทนา goal of care) พึงกระทาเป็นประจาอยู่แล้ว ทั้งผู้ป่วย palliative care และผู้ป่วยทั่วไป
2. เอกสารชี้แจงเรื่องพรบ. มาตรา 12 ควรวางอยู่ในบริเวณทั่วไป เพื่อกระจายความรู้ และชักจูงให้เกิดการสนทนา ไต่ถาม และสามารถส่งไปสนทนากับผู้รู้ได้
3. การทา palliative care ไม่จาเป็นต้องทาเมื่อผู้ป่วยอยู่ในวาระสุดท้าย แต่จะทาได้ดีมากขึ้น ถ้าทาแต่เนิ่นๆ
4
4. การสนทนาเรื่องหนทางในการจากไปอย่างสงบ และมีศักดิ์ศรี ไม่ควรทาในลักษณะเป็น protocol หรือระเบียบปฏิบัติ แต่ควรพิจารณาว่าเป็นการสนทนาที่เปี่ยมด้วยความเป็นมนุษย์ เป็น highlight ของศักดิ์ศรีของมนุษย์ และศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพ
5. การประเมินสภาวะจิตใจ ความรู้สึก อารมณ์มีความสาคัญมาก อย่าไปพะวงหรือเน้นที่การทาเอกสาร ควรมีการประเมินบริบทก่อนทาเสมอ
6. บริบทที่สาคัญได้แก่ สุขภาวะองค์รวม ณ ช่วงเวลานั้น
7. ถ้าเป็นไปได้ พึงมีญาติ หรือ primary caregivers อยู่ด้วย แต่ไม่ได้เป็นเงื่อนไขตายตัว
8. บุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นผู้อธิบายกฎหมายฉบับนี้ สามารถเป็นพยานเซ็นเอกสารนี้ได้ (เหมาะสมมาก เพราะได้เห็นขั้นตอนการรับสาระต่างๆตั้งแต่ต้นจนจบ)
9. สิ่งสาคัญคือ ผู้ป่วยเข้าใจ “ก่อน” การทาเอกสารในเรื่องราวสาคัญทั้งหมด ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาในการตัดสินใจ และสามารถเปลี่ยนใจเมื่อไรก็ได้ และกี่ครั้งก็ได้
วันที่ 25 พฤศจิกายน 2554
สิ่งปฏิเสธการรักษาพยาบาลที่เป็นไปเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต Living will
โดย อัยการจันทิมา ธนาสว่างกุล
 พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 มาตรา 12
 กฎกระทรวงกาหนดหลักเกณฑ์และวิธีการดาเนินการตามหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืด การตายในวาระสุดท้ายของชีวิตหรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย พ.ศ. 2553 (Living Will)
มีหลักการและกฎหมายรองรับ รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550
 มาตรา 4 ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
 มาตรา 28 ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
 มาตรา 32 สิทธิเสรีภาพในชีวิตร่างกาย กฎธรรมชาติ หลักศาสนธรรมและจริยธรรม หลักสิทธิมนุษยชนหรือศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ที่มีสิทธิอิสระ ในการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเอง (the right to self-determination) คาประกาศของแพทยสมาคมโลกเกี่ยวกับการเจ็บป่วยในระยะสุดท้าย ของชีวิตศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
5
คาประกาศของแพทยสมาคมโลกเกี่ยวกับการเจ็บป่วยในระยะสุดท้ายของชีวิต
(World Medical Association Declaration on Terminal Illness)
ข้อ 5 ในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ความรับผิดชอบสาคัญ ของแพทย์คือ การช่วยเหลือผู้ป่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดด้วยการควบคุมอาการต่างๆ และคานึงถึงความต้องการทางจิตใจและสังคม และจะต้องช่วยให้ผู้ป่วยตายอย่างสงบและมีศักดิ์ศรี แพทย์ควรแจ้งให้ผู้ป่วยทราบถึงความเป็นไปได้ ประโยชน์และผลที่จะเกิดขึ้นจากการดูแลแบบประคับประคอง
ข้อ 6 สิทธิของผู้ป่วยที่มีอิสระในการตัดสินใจจะต้องได้รับการเคารพเกี่ยวกับการตัดสินใจในวาระสุดท้ายของชีวิตตน รวมถึงสิทธิปฏิเสธการรักษาและสิทธิในการเรียกร้องให้ใช้วิธีแบบประคับประคองเพื่อบรรเทาความทุกข์ทรมาน ซึ่งอาจเกิดขึ้นอันเป็นผลจากกระบวนการตาย อย่างไรก็ตาม ห้ามมิให้แพทย์ช่วยเหลือให้ผู้ป่วย ฆ่าตัวตายซึ่งขัดต่อจริยธรรม รวมถึงห้ามการรักษาพยาบาลแบบประคับประคองใดๆ ซึ่งประโยชน์ที่ได้รับ (ตามความเห็นของแพทย์) ไม่คุ้มค่ากับผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้น
 กฎกระทรวงไม่ใช่กรณี Mercy Killing (การุณยฆาต) หรือ Active Euthanasia
หรือมิใช่เรื่องเจตนาฆ่า แต่เป็นการปฏิบัติตามเจตนาผู้ป่วยที่ไม่ประสงค์ให้ใช้เทคโนโลยีเหนี่ยวรั้งการตายตามธรรมชาติเป็น Passive Euthanasia
 กฎกระทรวงไม่ใช่เรื่องการทอดทิ้งผู้ป่วยตาม ป.อาญา มาตรา 307“มาตรา 307 ผู้ใดมีหน้าที่ตามกฎหมายหรือตามสัญญา ต้องดูแลผู้ซึ่งพึ่งตนเองมิได้ เพราะอายุ ความป่วยเจ็บ กายพิการ หรือจิตพิการ ทอดทิ้ง ผู้ซึ่งพึ่งตนเองมิได้นั้นเสียโดยประการที่น่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต ต้องระวางโทษจาคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจาทั้งปรับ”
ดังนั้น กฎกระทรวงจึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตาม ป.อาญา ดังกล่าวเพราะได้กาหนดให้อยู่ในขั้นตอนการดูแลแบบประคับประคอง หรือ Palliative Care
 กฎกระทรวงไม่ขัดกับ พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 เพราะผู้ประกอบวิชาชีพยังคงปฏิบัติตามหลักวิชาชีพและจริยธรรมโดยเป็นไปตามความยินยอมและตามเจตนาของผู้ป่วย
ประโยชน์จากการทาหนังสือแสดงเจตนา Living Will
 ประโยชน์ของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขเมื่อปฏิบัติตามเจตนาของผู้ป่วยจะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายโดยพ้นความรับผิดทั้งปวง (พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ มาตรา 12 วรรคท้าย)
 ประโยชน์ที่ผู้ป่วยได้รับคือคุณภาพชีวิตในระยะสุดท้ายตามที่ตนเองประสงค์
 ประโยชน์ที่ญาติผู้ป่วยได้รับคือได้ตัดสินใจตามเจตนาของผู้ป่วยอย่างสบายใจ
 ประโยชน์ต่อสังคมเพื่อลดปัญหาการใช้ทรัพยากรหรือปัญหา
 ค่าใช้จ่ายที่เกินจาเป็น
6
กฎกระทรวง :ศาสนธรรม:กฎธรรมชาติ
ตายดี คือ การตายอย่างสงบ และมีสติ จุดตัดสินมิได้อยู่ที่สภาพการตายหรือความเจ็บปวดที่ได้รับ แต่อยู่ที่จิตใจ ว่าจะมีสติ ได้เตรียมตัวตาย ไม่ต่อสู้ว่าไม่อยากตาย แต่สมัครใจตายอย่างเป็นไปตามธรรมชาติของสังขารที่ไม่เที่ยง และต้องดับไปในที่สุดอย่างสงบเย็น เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา(ท่านพุทธทาสภิกขุ)
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้กล่าวถึงการตายอย่างมีสติไว้ว่า
การตายดี คือ มีสติ ไม่หลงการตาย จิตใจสงบ จุดชี้ขาดมิได้อยู่ที่สภาพการตายหรือการเจ็บปวดที่ได้รับ แต่อยู่ที่จิตใจที่สงบ ไม่ฟั่นเฟือน เศร้าหมองขุ่นมัว เข้าถึงและยอมรับความจริงของชีวิตของความตาย ฉะนั้นเราจึงต้องพยายามสร้างบรรยากาศเงื่อนไขปัจจัยให้ผู้ป่วยตายดี
การบรรลุธรรม
มนุษย์สามารถบรรลุธรรมได้แม้ถึงวาระสุดท้าย เพราะความเจ็บปวดทรมานที่เกิดขึ้นจะเกื้อหนุนให้เกิดปัญญา ฉะนั้นต้องใช้ปัญญาทาให้ดีที่สุดในการพิจารณาถึงมิติทางร่างกาย จิตใจ การใช้เทคโนโลยี และความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของการมีชีวิตที่แท้จริง ซึ่งต้องอาศัยเจตนาดีที่สุด พร้อมทั้งความมีเมตตา กรุณา ปราณี และประกอบด้วยปัญญาควบคู่กันไปอยู่เสมอ
สาระสาคัญของ Living Willตามกฎกระทรวง* พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ มาตรา 12
โดย...ศาสตราจารย์แสวง บุญเฉลิมวิภาสที่ปรึกษาศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์2554
เล่ม 127 ตอนที่ 65ก ลงวันที่ 22 ตุลาคม 2553 (มีผลใช้บังคับ 20 พฤษภาคม 2554)
พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550
มาตรา 12 บุคคลมีสิทธิทาหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้
การดาเนินการตามหนังสือแสดงเจตนาตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กาหนดในกฎกระทรวง
เมื่อผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขได้ปฏิบัติตามเจตนาของบุคคลตามวรรคหนึ่งแล้วมิให้ถือว่าการกระทานั้นเป็นความผิดและให้พ้นจากความรับผิดทั้งปวง
7
Death
การวินิจฉัยสมองตาย (Brain Stem Death)
ตามประกาศแพทยสภา เรื่อง “เกณฑ์การวินิจฉัยสมองตาย” ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2532 และฉบับที่ 2 พ.ศ.2539 และข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วย การรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2551
PVS
กรณีผู้ป่วยอยู่ในสภาพเป็นผักถาวร (persistent vegetative state –PVS)ถือว่าบุคคลนั้นยังคงมีชีวิตอยู่
Euthanasia
รากศัพท์มาจากภาษากรีก ευθανασία
eu + thanatos = good death ตายดี
(mercy killing การุณยฆาต, เมตตามรณะ?)
ประเภทของ Euthanasia
 Active Euthanasia
 Passive Euthanasia
คาประกาศของแพทยสมาคมโลกเกี่ยวกับ “ยูธานาเซีย”
ยูธานาเซีย หรือการกระทาโดยตั้งใจที่จะทาลายชีวิตของผู้ป่วย แม้ว่าจะเป็นการทาตามคาร้องขอของผู้ป่วยหรือญาติสนิทก็ตามถือว่าผิดหลักจริยธรรม แต่ไม่รวมถึงการดูแลของแพทย์ที่เคารพต่อความปรารถนาของผู้ป่วยในวาระสุดท้ายของชีวิตซึ่งประสงค์ที่จะเสียชีวิตตามธรรมชาติ
Living will or Advance Directives
 การเขียน living will เป็นการแสดงเจตนาขอจากไปตามธรรมชาติเท่านั้น
 แต่การดูแลแบบประคับประคอง (palliative care) ยังมีอยู่
ศาสตราจารย์แพทย์หญิงสุมาลี นิมมานนิตย์ กล่าวไว้ว่า
“Concept ของ palliative care คือ relief suffering และ improve quality of life ซึ่งไม่มีคนไข้คนไหนไม่ต้องการเลย แม้กระทั่งคนไข้ปวดหัว เพราะฉะนั้น palliative care เป็นสิ่งที่คนไข้ทุกคนต้องการ.....ต้องการให้ทีมรักษาช่วยในทุกๆ ด้าน....physical, psychological,social และ spiritual ที่เป็น holistic care”
8
“Palliative care เป็นหน้าของทุกๆ คนในทีมรักษา โดยเฉพาะแพทย์ทุกแขนงสาขาวิชาจะละเลยสิ่งนี้ไม่ได้และ ถ้าเราทา palliative care แล้ว นี่คือ การดูแลรักษาอย่างมีมนุษยธรรม มันคือ humanized medicine นั่นเอง ไม่ต้องไปหารูปแบบใหม่ ไม่ต้องไปหาวิธีการใหม่.......เสียเวลา”
“ การดูแลรักษาแบบนี้ palliative care นั้นมีspectrum กว้างมาก ตั้งแต่การ support ด้านจิตใจทั่วไปจนถึง end of life care ซึ่งหมอทุกๆ คนต้องทาเป็น และฝึกตัวเองให้ทาเป็น เราจะทาได้ทั้ง holistic, humanized….ต่างๆ ทุกอย่าง มันจะเบ็ดเสร็จอยู่ในตัวของpalliative care”
การดูแลแบบประคับประคอง
1. Symptom control
2. Relief pain
3. Spiritual healing
4. Support ญาติไม่ให้เกิด guilt after death
ความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะใกล้ตายศาสตราจารย์แพทย์หญิงสุมาลี นิมมานนิตย์
 เมื่อใกล้ตาย ความอ่อนเพลียเป็นสิ่งที่ควรยอมรับ ไม่จาเป็นต้องให้การรักษาใดๆ สาหรับความอ่อนเพลียที่เกิดขึ้น เพราะจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี ควรให้ผู้ป่วยในระยะนี้ได้พักผ่อนให้เต็มที่
 คนใกล้ตายจะเบื่ออาหาร และกินอาหารน้อยลง จากการศึกษาพบว่าความเบื่ออาหารที่เกิดขึ้นเป็นผลดีมากกว่าผลเสีย เพราะทาให้มีสารคีโตนในร่างกายเพิ่มขึ้น สารคีโตนจะทาให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายขึ้น และบรรเทาอาการเจ็บปวดได้
 คนใกล้ตายจะดื่มน้าน้อยลงหรืองดดื่มเลย ภาวะขาดน้าที่เกิดขึ้นเมื่อใกล้ตายไม่ทาให้ผู้ป่วยทรมานมากขึ้น ตรงกันข้ามกลับกระตุ้นให้มีการหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน ทาให้คนป่วยรู้สึกสบายขึ้น
 หากปาก ริมฝีปาก จมูกแห้ง และตาแห้ง ให้หมั่นทาความสะอาด และรักษาความชื้นไว้ โดยอาจใช้สาลีหรือผ้าสะอาดชุบน้าแตะที่ปาก ริมฝีปาก หรือใช้สีผึ้งทาริมฝีปาก สาหรับตาก็ให้หยอดน้าตาเทียม
 การร้องครวญคราง หรือมีหน้าตาบิดเบี้ยวอาจไม่ได้เกิดความเจ็บปวดเสมอไป แต่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางสมอง ซึ่งแพทย์สามารถให้ยาระงับอาการเหล่านี้ได้
9
เนื้อหาของกฎกระทรวง
คานิยาม
“หนังสือแสดงเจตนา” หมายความว่า หนังสือซึ่งบุคคลแสดงเจตนาไว้ล่วงหน้าว่าไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตนหรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย
“บริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตหรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย”หมายความว่า วิธีการที่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมนามาใช้กับผู้ทาหนังสือแสดงเจตนาเพื่อประสงค์จะยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตออกไป โดยไม่ทาให้ผู้ทาหนังสือแสดงเจตนาพ้นจากความตายหรือยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย ทั้งนี้ ผู้ทาหนังสือแสดงเจตนายังคงได้รับการดูแลรักษาแบบประคับประคอง
“วาระสุดท้ายของชีวิต”หมายความว่าภาวะของผู้ทาหนังสือแสดงเจตนาอันเกิดจากการบาดเจ็บหรือโรคที่ไม่อาจรักษาให้หายได้และจากการพยากรณ์โรคตามมาตรฐานทางการแพทย์เห็นว่า ภาวะนั้นนาไปสู่การตายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในระยะเวลาอันใกล้จะถึง และให้รวมถึงภาวะของผู้ทาหนังสือแสดงเจตนาที่ได้รับการวินิจฉัยตามมาตรฐานทางการแพทย์ว่า มีการสูญเสียหน้าที่อย่างถาวรของเปลือกสมองใหญ่ที่ทาให้ขาดความสามารถในการรับรู้และติดต่อสื่อสารอย่างถาวร โดยปราศจากพฤติกรรมการตอบสนองใดๆ ที่แสดงถึงการรับรู้ได้ จะมีเพียงปฏิกิริยาสนองตอบอัตโนมัติเท่านั้น (PVS)
“การทรมานจากการเจ็บป่วย” หมายความว่า ความทุกข์ทรมานทางกายหรือทางจิตใจของผู้ทาหนังสือแสดงเจตนาอันเกิดจากการบาดเจ็บหรือจากโรคที่ไม่อาจรักษาให้หายได้
ผู้ใกล้ชิดที่ทาหน้าที่ proxy
ข้อ 3 วรรคสาม
ผู้ทาหนังสือแสดงเจตนาอาจระบุชื่อบุคคลเพื่อทาหน้าที่อธิบายความประสงค์ที่แท้จริงของผู้ทาหนังสือแสดงเจตนาที่ระบุไว้ไม่ชัดเจน
หนังสือแสดงเจตนาอาจระบุรายละเอียดอื่นๆ
หนังสือแสดงเจตนาอาจระบุรายละเอียดอื่น ๆ เช่น ความประสงค์ในการเสียชีวิต ณ สถานที่ใด ความประสงค์ที่จะได้รับการเยียวยาทางจิตใจ และการปฏิบัติตามประเพณีและความเชื่อทางศาสนา และให้สถานบริการสาธารณสุขให้ความร่วมมือตามสมควร
แนวทางปฏิบัติตามกฎกระทรวง มาตรา 12
สานักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ พัฒนา “แนวทางการปฏิบัติงานของสถานบริการสาธารณสุข ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขและเจ้าหน้าที่ของสถานบริการสาธารณสุขตามกฎกระทรวงฯ”
10
สาระสาคัญของแนวทางปฏิบัติ
คุณสมบัติของผู้ทาหนังสือแสดงเจตนา
ใช้เกณฑ์อายุ 18 ปี ตามประกาศสิทธิผู้ป่วย กล่าวคือ ผู้ที่มีสติสัมปชัญญะดี มีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ สามารถสิทธิทาหนังสือนี้ แต่หากเป็นผู้เยาว์ที่มีอายุต่ากว่า 18 ปีบริบูรณ์ ให้ขอความยินยอมจากบิดา มารดา ผู้ปกครองหรือผู้อุปการะเลี้ยงดูในการตัดสินใจแทน ทั้งนี้ควรเปิดโอกาสให้ผู้เยาว์มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเท่าที่สามารถทาได้ด้วย
การประเมินสติสัมปชัญญะของผู้ทาหนังสือ
ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขหรือเจ้าหน้าที่ของสถานบริการสาธารณสุขสามารถประเมินสติสัมปชัญญะของผู้ทาหนังสือแสดงเจตนาที่สถานบริการสาธารณสุขได้ด้วยตนเอง โดยพิจารณาว่าผู้นั้นมีความสามารถสื่อสารกับคนทั่วไปได้ตามปกติหรือไม่ เข้าใจกาลเวลาและสภาพแวดล้อมต่างๆรอบตัวได้หรือไม่ จดจาเรื่องราวในอดีตของตนเองได้หรือไม่ มีความเข้าใจเนื้อหาในหนังสือแสดงเจตนาและสามารถวางแผนล่วงหน้าเกี่ยวกับชีวิตของตนเองได้หรือไม่
แนวทางการให้ข้อมูลแก่ผู้ที่ต้องการทาหนังสือแสดงเจตนา
ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขหรือเจ้าหน้าที่ของสถานบริการสาธารณสุขควรอธิบายกับผู้ที่ต้องการทาหนังสือแสดงเจตนาเพื่อให้ทราบถึงวัตถุประสงค์ในการทาหนังสือนี้ ผลดีหรือผลเสียที่จะเกิดขึ้น
ในกรณีที่เป็นผู้ป่วย ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมควรอธิบายแนวทางการรักษาในอนาคตเมื่ออยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิต และควรบอกข้อมูลเกี่ยวกับภาวะและความเป็นไปของโรคที่เป็นจริงในขณะนั้นให้ผู้ป่วยทราบก่อนการทาหนังสือ ไม่ควรปกปิดข้อมูล เพราะการปกปิดมักจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี
เนื้อหาของหนังสือแสดงเจตนา
หนังสือแสดงเจตนาจึงควรมีข้อมูลตามที่ระบุไว้ตามกฎกระทรวง ข้อ 3 การทาหนังสือแสดงเจตนาควรมีพยานรู้เห็นด้วย เพื่อประโยชน์ในการพิสูจน์หรือยืนยันเนื้อหาในหนังสือดังกล่าวในกรณีที่มีข้อสงสัยเรื่องความถูกต้อง โดยพยานอาจเป็นสมาชิกในครอบครัว ญาติ คนใกล้ชิด หรืออาจขอให้แพทย์ พยาบาล เป็นพยานก็ได้ แต่หากไม่มีพยานก็มิได้ทาให้หนังสือนี้ขาดความสมบูรณ์แต่อย่างใด
แก้ไขเปลี่ยนแปลงเนื้อหาในหนังสือแสดงเจตนา
ผู้ทาหนังสือแสดงเจตนาสามารถแก้ไขปรับปรุงเนื้อหาของหนังสือเมื่อใดก็ได้ เช่น หนังสือนั้นเคยจัดทาเมื่อหลายปีมาแล้วทาให้มีเนื้อหาไม่สอดคล้องกับเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เปลี่ยนไปหรือมีเนื้อหาบางส่วนไม่ชัดเจน
กรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการดาเนินการตามหนังสือแสดงเจตนา ให้ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมผู้รับผิดชอบ การรักษาปรึกษากับบุคคลตามข้อ 3 วรรคสาม หรือญาติของผู้ทาหนังสือแสดงเจตนานั้น โดยคานึงถึงเจตนาของผู้ทาหนังสือแสดงเจตนา
11
แนวปฏิบัติของสถานพยาบาล
คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ได้ออกประกาศ คสช. เรื่องแนวทางปฏิบัติสาหรับสถานบริการสาธารณสุขเพื่อให้ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขและเจ้าหน้าที่ของสถานพยาบาล สามารถปฏิบัติงานได้สะดวกตามกฎกระทรวงนี้ โดยมีเนื้อหาไม่ขัดหรือแย้งกับกฎกระทรวงนี้
ตัวอย่างแนวปฏิบัติของต่างประเทศ
ประเทศอังกฤษGeneral Medical Council (GMC)
Withholding and withdrawing life-prolonging treatments: Good practice in decision-making
This guidance develops the advice in Good Medical Practice (2006). It sets out the standards of practice expected of doctors when they consider whether to withhold or withdraw life-prolonging treatments.
ประเทศอังกฤษBritish Medical Association (BMA)
 End-of-life decisions: BMA views
 Advance decisions and proxy decision-making in medical treatment and research (2007)
 Withholding and withdrawing life-prolonging medical treatment: guidance for decision making (3rd edition2007)
 End of life -withdrawing and withholding artificial nutrition and hydration(2007)
ประเทศออสเตรเลีย Australian Medical Association
AMA Position Statement on the Role of the Medical Practitioner in End of Life Care - 2007
1. Preamble
1.1 The AMA believes that the primary role of the medical practitioner in end of life care is to facilitate the provision of good quality patient-centred care that emphasises continuous, open, informed communication and collaboration between the patient, the health care team, and, where appropriate, the patient''s carers, family members, and/or surrogate decision-maker.
AMA Position Statement on the Role of the Medical Practitioner in End of Life Care
8. Competent patients and decision-making
8.2 The AMA strongly promotes advance care planning as a process of supporting patient self-determination, including the development of advance directives and the identification of surrogate decision-makers such as Enduring Powers of Attorney (EPA)
12
17. Palliative care
17.1 Palliative care provides not only physical support but also psychological, social, emotional and spiritual support for patients, their families and friends. This includes grief and bereavement support.
17.2 Quality palliative care services should be available to everyone in need of such services.
17.3 Adequate funding for quality palliative care services should be provided.
17.4 Adequate funding for appropriate palliative care research and projects should be provided
ประเทศแอฟริกาใต้
THE SOUTH AFRICAN MEDICAL ASSOCIATION
GUIDELINES FOR MEDICAL PRACTITIONERS ON LIVING WILLS PREPARED
ฮ่องกง
Hong Kong Hospital Authority
HA Guidelines on Life-sustaining Treatment in the Terminally Ill
ข้อพิจารณาทางด้านศาสนา: ศาสนาอิสลาม
“ความตายเป็นสิ่งที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ ผู้ป่วยที่อยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิตย่อมมีสิทธิที่จะตายโดยปราศจากขั้นตอนการรักษาที่ไม่มีความจาเป็น เพราะเครื่องมือที่ใช้ยืดชีวิตออกไป (procedures of mechanical life support) เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวเท่านั้น ไม่ควรมีการให้อาหารหรือสารน้าแก่ผู้ป่วยดังกล่าวต่อไป ผู้ป่วยควรได้รับอนุญาตให้ตายอย่างสงบและมีความสบาย (Quran17:33)”
สมัชชาอิสลามิกชนแห่งทวีปอเมริกาเหนือ (Islamic Society of North America –IMANA)
ข้อพิจารณาทางด้านศาสนา: ศาสนาคริสต์
“... สิ่งสาคัญมากในทุกวันนี้คือ การรักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความหมายแห่งชีวิตของชาวคริสเตียน แม้ในขณะที่กาลังจะตาย เพื่อมิให้ใช้เทคโนโลยีในทางที่มิชอบซึ่งคุกคามสิ่งเหล่านี้ คาว่า “สิทธิที่จะตาย” (right to die) จึงมิได้หมายถึงสิทธิที่จะยื่นความตายด้วยน้ามือใครคนใดคนหนึ่งหรือด้วยวิธีการใดๆ แต่หมายถึงสิทธิที่ตายอย่างสงบ (die peacefully) อย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และของชาวคริสเตียน
“เมื่อความตายไม่อาจหลีกหนีได้แม้ว่าจะใช้วิธีการรักษาต่างๆ แล้ว การตัดสินใจปฏิเสธการรักษาเป็นสิ่งที่พึงอนุญาตและชอบด้วยจริยธรรม ตราบเท่าที่ยังมีการดูแลผู้ป่วยตามปกติ หากการรักษานั้นเป็นไปตามความประสงค์ของผู้อื่นและสร้างภาระในการยืดชีวิตผู้ป่วยออกไปเท่านั้น ในสถานการณ์เช่นนี้ไม่มีเหตุผลใดที่แพทย์จะตาหนิตนเองที่มิได้ช่วยเหลือบุคคลที่ตกอยู่ในอันตรายนั้น ...”
ที่ประชุมของสมณกระทรวงแห่งพระศาสนจักรคาทอลิก (วาติกัน) เกี่ยวกับหลักแห่งศรัทธา : คาประกาศเรื่องยูธานาเซีย, ตอนที่ 4 (ค.ศ. 1980) (Sacred Congregation for the Doctrine of the Faith: Declaration on Euthanasia, part IV (1980))
13
ข้อพิจารณาทางด้านศาสนา : ศาสนาพุทธ
“การเรียนรู้ชีวิตใกล้ตาย ทาให้มีปัญญาที่สมบูรณ์ขึ้น เราจะศึกษาความเจ็บ ความตาย ความทุกข์ให้มันชัดเจน ไม่สบายทุกทีก็ฉลาดขึ้นทุกทีเหมือนกัน”
“การตายเป็นหน้าที่ของสังขารอย่างไม่มีทางเปลี่ยนแปลงแก้ไข นอกจากการต้อนรับให้ถูกวิธี”
พุทธทาสภิกขุ “หนังสือ ปัจฉิมอาพาธ พุทธทาสมหาเถระ”
“ในคัมภีร์พุทธศาสนา พูดถึงเสมอว่า อย่างไรเป็นการตายที่ดี คือมีสติไม่หลงตาย และที่ว่าตายดีนั้นไม่ใช่เฉพาะตายแล้วไปสู่สุคติเท่านั้น แต่ขณะที่ตายก็เป็นจุดสาคัญที่ว่าต้องมีจิตใจที่ดี คือมีสติ ... มีจิตใจไม่ฟั่นเฟือน ไม่เศร้าหมองไม่ขุ่นมัว จิตใจดีงาม”
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) “หนังสือการแพทย์ยุคใหม่ในพุทธทัศน์”
ในคาอธิบายทางอรรถกถาและมีฎีกาอธิบายว่า เวลาคนจะตายจะมี
กรรมนิมิต อันได้แก่ ภาพของกรรมคือประสบการณ์ต่างๆ ที่ตนได้กระทาไว้ในอดีตของชีวิตมาฉายให้เห็น จากนั้นจะปรากฏ
คตินิมิต คือ ภาพของภพที่ตนจะไปเกิดปรากฏให้เห็น คตินิมิตที่ปรากฏขึ้นนี้ก็เป็นไปตามกรรมเป็นตัวนาไปเกิด วิญญาณเก่าดับไป วิญญาณใหม่เกิดขึ้นสืบต่อกรรมที่สะสมไว้ และวิญญาณนั้นเชื่อว่าเป็นคันธัพพะ (ม.อ.๒/ ๔๐๘ วนย. ฎีกา ๒/๑๐/๒๐)
สรุปประเด็นทางกฎหมาย
1. การแสดงเจตนาตามมาตรา 12 เป็นการปฏิเสธการรักษาทั้งหมดหรือไม่
มาตรา 12 ใช้ในกรณีวาระสุดท้ายของชีวิต หากเป็นความเจ็บป่วยกรณีทั่วไปหรือในกรณีฉุกเฉิน ผู้ป่วยยังคงได้รับการรักษาดูแลตามปกติ
2. ญาติจะทา Living Will แทนได้หรือไม่
ญาติทา Living Will แทนไม่ได้ ทาได้เป็นเพียง proxy ตัดสินใจบางเรื่อง ในกรณีที่ผู้ทาหนังสือแสดงเจตนาได้ระบุไว้เท่านั้น
3. Living will เป็นสิทธิที่จะฆ่าตัวตายใช่หรือไม่ จะเสียสิทธิกับบริษัทประกันชีวิตหรือไม่ เป็นการเร่งการตายหรือไม่
Living will ไม่ใช่เรื่องสิทธิที่จะฆ่าตัวตาย ไม่ใช่เรื่องการเร่งการตาย แต่เป็นเรื่องขอตายตามธรรมชาติ เมื่ออยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิตเท่านั้น ไม่เสียสิทธิกับบริษัทประกันชีวิต
4. Living will เป็นการุณยฆาตหรือไม่
Living will ไม่ใช่เรื่องการทาการุณยฆาต (mercy killing) ที่เป็นการเร่งการตาย (active euthanasia) ซึ่งตามกฎหมายทาไม่ได้ แต่ living will เป็นเรื่องที่ผู้ป่วยขอตายตามธรรมชาติ เป็นกรณีของ passive euthanasia
14
5. กรณีถอดเครื่องช่วยหายใจ (withdraw) กระทาได้หรือไม่
โดยทั่วไปการถอดเครื่องช่วยหายใจไม่สามารถกระทาได้ และในกฎกระทรวงก็ไม่ได้เขียนให้อานาจไว้ แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยได้เขียนไว้ใน living will ว่า ถ้าอยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิต ไม่ประสงค์จะให้ใส่เครื่องช่วยหายใจ ถ้าหากใส่ไปแล้วมาทราบภายหลังว่า ผู้ป่วยไม่ต้องการ ก็ขอให้ถอดเครื่องช่วยหายใจนั้น แพทย์จะปฏิบัติอย่างไร เรื่องนี้เป็นเพียงคาแนะนาในแนวปฏิบัติว่า แพทย์ควรพิจารณา ยุติการรักษาที่ได้ดาเนินการไปแล้ว ทั้งนี้ ควรพูดคุยกับญาติหรือบุคคลใกล้ชิดของผู้ทาหนังสือแสดงเจตนาก่อนดาเนินการในเรื่องนี้ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด
6. การทาตาม Living will บุคลากรทางการแพทย์จะมีความผิดตามกฎหมายหรือไม่
การทาตามความประสงค์ใน Living will มิใช่การทอดทิ้งผู้ป่วย หรืองดเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของแพทย์ เพราะการให้การรักษาแบบประคับประคอง (Palliative Care) ยังคงกระทาอยู่
7. วาระสุดท้ายของชีวิตใครเป็นผู้บอกกล่าว
เมื่อไหร่จะถือว่า ผู้ป่วยอยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิต กฎหมายนิยามได้เพียงกรอบโดยทั่วไป แต่วาระสุดท้ายของชีวิตในแต่ละกรณี แพทย์จะพยากรณ์โรคตามหลักวิชาเป็นกรณีไป เมื่อผู้ป่วยอยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิต แพทย์จะต้องพูดคุยกับญาติ หากญาติเห็นด้วย แพทย์ก็สามารถทาตาม Living will ได้เลย
8. บุคลากรทางการแพทย์มีหน้าที่จะต้องตรวจสอบความจริงแท้ของ Living will หรือไม่
การตรวจสอบความจริงแท้ของ Living will ไม่ใช่หน้าที่ของแพทย์ หากญาติผู้ป่วยยืนยันว่า Living will นั้น เป็นเอกสารที่ผู้ป่วยทาขึ้นจริง และแพทย์ก็เชื่อโดยสุจริตว่าเป็นเช่นนั้น ย่อมไม่มีความผิดใด ๆ ในทางกฎหมาย
สิทธิผู้ป่วย และประเด็นการฟ้องร้อง
โดย...ศาสตราจารย์แสวง บุญเฉลิมวิภาส ศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์
ประกาศสิทธิผู้ป่วย (16 เมษายน 2541)
เพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพกับผู้ป่วย ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจอันดีและเป็นที่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน แพทยสภา สภาการพยาบาล สภาเภสัชกรรม ทันตแพทยสภา คณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลปะ จึงได้ร่วมกันออกประกาศรับรองสิทธิของผู้ป่วยไว้ดังต่อไปนี้
1. ผู้ป่วยทุกคนมีสิทธิพื้นฐานที่จะได้รับบริการด้านสุขภาพ ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
2. ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับบริการจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ เนื่องจากความแตกต่างด้านฐานะ เชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา สังคม ลัทธิการเมือง เพศ อายุ และ ลักษณะของความเจ็บป่วย
3. ผู้ป่วยที่ขอรับบริการด้านสุขภาพมีสิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูลอย่างเพียงพอและเข้าใจชัดเจนจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเลือกตัดสินใจในการยินยอมหรือไม่ยินยอมให้ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพปฏิบัติต่อตน เว้นแต่เป็นการช่วยเหลือรีบด่วนหรือ จาเป็น
15
4. ผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต มีสิทธิที่จะได้รับการช่วยเหลือรีบด่วนจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพโดยทันทีตามความจาเป็นแก่กรณี โดยไม่คานึงว่าผู้ป่วยจะร้องขอความช่วยเหลือหรือไม่
5. ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับทราบชื่อ สกุล และประเภทของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพที่เป็นผู้ให้บริการแก่ตน
6. ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะขอความเห็นจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพอื่น ที่มิได้เป็นผู้ให้บริการแก่ตน และมีสิทธิในการขอเปลี่ยนผู้ให้บริการ และสถานบริการได้
7. ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับการปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง จากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพโดยเคร่งครัด เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากผู้ป่วยหรือการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูลอย่างครบถ้วน
8. ในการตัดสินใจเข้าร่วมหรือถอนตัวจากการเป็นผู้ถูกทดลองในการทาวิจัยของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ
9. ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลเฉพาะของตนที่ปรากฏในเวชระเบียนเมื่อร้องขอ ทั้งนี้ข้อมูลดังกล่าวต้องไม่เป็นการละเมิดสิทธิส่วนตัวของบุคคลอื่น
10. บิดา มารดา หรือผู้แทนโดยชอบธรรม อาจใช้สิทธิแทนผู้ป่วยที่เป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบแปดปีบริบูรณ์ ผู้บกพร่องทางกายหรือจิตซึ่งไม่สามารถใช้สิทธิด้วยตนเองได้
การฟ้องร้อง ร้องเรียน
กฎหมายแพ่ง – ค่าเสียหาย (สัญญา, ละเมิด)
กฎหมายอาญา – ความผิดและโทษ
กฎหมายวิชาชีพ – พ.ร.บ. วิชาชีพ
วินัย – วินัยข้าราชการ
กฎหมายแพ่ง
สัญญา (คาเสนอ คาสนอง)
ละเมิด (จงใจ ประมาทเลินเล่อ) (การละเมิดที่ก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จะเป็นความผิดอาญาด้วย)
การเรียกค่าเสียหายกรณีละเมิด
มาตรา 420 ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทาต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทาละเมิดจาต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น
มาตรา 438 ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด
16
อนึ่งค่าสินไหมทดแทนนั้น ได้แก่การคืนทรัพย์สินอันผู้เสียหายต้องเสียไปเพราะละเมิดหรือใช้ราคาทรัพย์สินนั้น รวมทั้งค่าเสียหายอันจะพึงบังคับให้ใช้เพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันได้ก่อขึ้นนั้นด้วย
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่พ.ศ. 2539
“เจ้าหน้าที่” หมายความว่า ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานประเภทอื่น ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งในฐานะเป็นกรรมการหรือฐานะอื่นใด
“หน่วยงานของรัฐ” หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา และให้หมายความรวมถึงหน่วยงานอื่นของรัฐที่มีพระราชกฤษฎีกากาหนดให้เป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย
มาตรา 5 หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทาในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้
ถ้าการละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่ซึ่งไม่ได้สังกัดหน่วยงานของรัฐแห่งใดให้ถือว่ากระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานของรัฐที่ต้องรับผิดตามวรรคหนึ่ง
มาตรา 8 ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเพื่อการละเมิดของเจ้าหน้าที่ ให้หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทาละเมิด ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวแก่หน่วยงานของรัฐได้ ถ้าเจ้าหน้าที่ได้กระทาการนั้นไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
สิทธิเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามวรรคหนึ่งจะมีได้เพียงใดให้คานึงถึงระดับความร้ายแรงแห่งการกระทาและความเป็นธรรมในแต่ละกรณีเป็นเกณฑ์โดยมิต้องให้ใช้เต็มจานวนของความเสียหายก็ได้
หลักความรับผิดทางอาญา
 การกระทาโดยเจตนา
 การกระทาโดยประมาท
ความหมายของการกระทาโดยประมาท
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสี่
กระทาโดยประมาท ได้แก่กระทาความผิดมิใช่โดยเจตนา แต่กระทาโดยปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทาอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่
ความหมายและลักษณะของวิชาชีพ
จริยธรรมในการทางาน นักกฎหมายจะใช้คาว่า “Profession” คือ อาชีวปฏิญาณ
อาชีวปฏิญาณในระยะแรกได้แก่ วิถีทางแบบนักบวชซึ่งต้องเคร่งครัดในระเบียบวินัยที่วางได้ ต่อมาได้แก่ แพทย์และนักกฎหมายซึ่งมีองค์กรควบคุมกันเอง ให้ผู้ปฏิบัติงานมีวินัยและมารยาทอย่างเคร่งครัด
17
ในระยะหลังได้แปลคาว่า “Profession” ว่า วิชาชีพ
Profession Occupation Trade
  
วิชาชีพ อาชีพ ธุรกิจ
Professionมาจากคากริยาto professมาจากคา ละตินคาว่า pro+fateri แปลว่า ยอมรับหรือรับว่าเป็นของตน คาๆ นี้ใช้ในทางศาสนาหมายความว่า การประกาศตนว่ามีศรัทธาในศาสนา หรือประกาศอุทิศตน
กฎหมายควบคุมการประกอบวิชาชีพทางสาธารณสุข
(พระราชบัญญัติการแพทย์ พ.ศ.2466)
 พ.ร.บ. การประกอบโรคศิลปะ (พ.ศ. 2479, 2542)
 พ.ร.บ. วิชาชีพเวชกรรม (พ.ศ.2511, 2525)
 พ.ร.บ. วิชาชีพพยาบาล (พ.ศ.2528, 2540)
 พ.ร.บ. วิชาชีพเภสัชกรรม (พ.ศ.2537)
 พ.ร.บ. วิชาชีพทันตกรรม (พ.ศ.2537)
 พ.ร.บ. วิชาชีพเทคนิคการแพทย์ (พ.ศ.2547)
 พ.ร.บ. วิชาชีพกายภาพบาบัด (พ.ศ.2547)
วัตถุประสงค์ของการก่อตั้งแพทยสภาของอังกฤษ (GMC: General Medical Council)
ปรากฏใน Medical Act 1983, Section 1(1A)
“The main objective of the General Council in exercising their functions is to protect, promote and maintain the health and safety of the public.”
การฟ้องร้อง ร้องเรียน
 กฎหมายแพ่ง – ค่าเสียหาย (สัญญา, ละเมิด)
 กฎหมายอาญา – ความผิดและโทษ
 กฎหมายวิชาชีพ – พ.ร.บ. วิชาชีพ
 วินัย – วินัยข้าราชการ
18
ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ. ....
มาตรา ๕ บุคคลผู้เสียหายมีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นและเงินชดเชยจากกองทุนตามพระราชบัญญัตินี้ โดยไม่ต้องพิสูจน์ความรับผิด
มาตรา ๖ บทบัญญัติในมาตรา ๕ มิให้ใช้บังคับในกรณีดังต่อไปนี้
(๑) ความเสียหายที่เกิดขึ้นตามปกติธรรมดาของโรคนั้น แม้มีการให้บริการตามมาตรฐานวิชาชีพ
(๒) ความเสียหายซึ่งหลีกเลี่ยงมิได้จากการให้บริการสาธารณสุขตามมาตรฐานวิชาชีพ
(๓) ความเสียหายที่เมื่อสิ้นสุดกระบวนการรักษาแล้วไม่มีผลกระทบต่อการดารงชีวิตตามปกติ
ทั้งนี้คณะกรรมการอาจประกาศกาหนดรายละเอียดเพิ่มเติมภายใต้หลักเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้นได้
มาตรา ๗ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการสร้างเสริมความสัมพันธ์ที่ดีในระบบบริการสาธารณสุข” ประกอบด้วย
(๑) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธานกรรมการ
(๒) ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และ ผู้อานวยการสานักงบประมาณ
(๓) ผู้แทนสถานพยาบาล จานวนสามคน
(๔) ผู้แทนองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทางานด้านคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคด้านบริการสุขภาพ จานวนสามคน
(๕) ผู้ทรงคุณวุฒิ จานวนห้าคน ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้าน เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ สื่อสารมวลชน สิทธิมนุษยชน และการไกล่เกลี่ยสาธารณสุข ด้านละหนึ่งคน
การคัดเลือกกรรมการตาม(๓) (๔) และ (๕) ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกาหนดให้อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพเป็นกรรมการและเลขานุการและให้อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของสานักงานจานวนไม่เกินสองคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการ
มาตรา ๒๕ ผู้เสียหายอาจยื่นคาขอรับเงินค่าเสียหายตามพระราชบัญญัตินี้ต่อสานักงานหรือหน่วยงานหรือองค์กรที่สานักงานกาหนด ภายในสามปีนับแต่วันที่ได้รู้ถึงความเสียหายและรู้ตัวผู้ให้บริการสาธารณสุขซึ่งก่อให้เกิดความเสียหาย แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหาย
ในกรณีที่ผู้เสียหายถึงแก่ชีวิต เป็นผู้ไร้ความสามารถ หรือไม่สามารถยื่นคาขอด้วยตนเองได้ ทายาท หรือผู้อนุบาล หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใดซึ่งได้รับการมอบหมายเป็นหนังสือจากผู้เสียหาย แล้วแต่กรณี อาจยื่นคาขอตามวรรคหนึ่งได้
การยืนคาขอตามมาตรานี้จะกระทาด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือก็ได้ ทั้งนี้ ตามวิธีการ รูปแบบ และรายละเอียดที่คณะกรรมการกาหนดในระเบียบ
19
มาตรา ๓๓ เมื่อผู้เสียหายหรือทายาทตกลงยินยอมรับเงินชดเชย ให้ผู้ให้บริการสาธารณสุขหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความเสียหายจัดทาสัญญาประนีประนอมยอมความ ทั้งนี้ ตามวิธีการ รูปแบบ และรายละเอียดที่คณะกรรมการกาหนดในระเบียบ
มาตรา ๓๔ ในกรณีที่คณะอนุกรรมการประเมินเงินชดเชยหรือคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ได้กาหนดจานวนเงินชดเชยแล้ว หากผู้เสียหายหรือทายาทไม่ตกลงยินยอมรับเงินชดเชย และได้ฟ้องผู้ให้บริการสาธารณสุขหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความเสียหายเป็นคดีต่อศาล ให้สานักงานยุติการดาเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ และผู้เสียหายหรือทายาทไม่มีสิทธิที่จะยื่นคาขอตามพระราชบัญญัตินี้ได้อีก
มาตรา ๔๕ ในกรณีผู้ให้บริการสาธารณสุขถูกฟ้องเป็นจาเลยในคดีอาญา ฐานกระทาการโดยประมาทเกี่ยวเนื่องกับการให้บริการสาธารณสุข หากศาลเห็นว่าจาเลยกระทาผิด ให้ศาลนาข้อเท็จจริงต่าง ๆ ของจาเลยเกี่ยวกับประวัติ พฤติการณ์แห่งคดี มาตรฐานทางวิชาชีพ การบรรเทาผลร้ายแห่งคดี การรู้สานึกในความผิด การที่ได้มีการทาสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา ๓๓ หรือมาตรา ๓๙ การชดใช้เยียวยาความเสียหาย และการที่ผู้เสียหายไม่ติดใจให้จาเลยได้รับโทษ ตลอดจนเหตุผลอื่นอันสมควร มาพิจารณาประกอบด้วยในการนี้ ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกาหนดไว้สาหรับความผิดนั้นเพียงใดหรือจะไม่ลงโทษเลยก็ได้

เข้าชม : 2393


งานผู้ป่วยใน 5 อันดับล่าสุด

      ผู้สูงอายุสุขภาพดี 14 / มิ.ย. / 2557
      เรื่องของมะเร็ง 25 / ก.พ. / 2557
      โรคไตวายเรื้อรัง 5 / ส.ค. / 2556
      เรื่อง ปอดปอด 2 / ส.ค. / 2555
      living will 11 / ก.ค. / 2555


Home     About us     News     Calendar     Webboard     Knowledge    Admin
โรงพยาบาลลอง 156 หมู่ 6 ต.ห้วยอ้อ อ.ลอง จ.แพร่ 54150
Tel. 0-05458-1479 , 0-5458-1661 Fax. 0-5458-1479 ต่อ 1041 ivr sesli yanit
ผู้จัดทำ : ทีมเทคโนโลยีสารสนเทศ

Powered by maxsite
Webmaster : layoke2003@hotmail.com